pichaya's blog

สืบเนื่องจากการเตือนภัยพิบัติ

เรื่องภัยพิบัตินี้ทำให้ได้เห็นอะไรเยอะมาก โดยเฉพาะทิษฐิมานะ ความหลง ความยึดติดในเรื่องต่างๆของคน  ทั้งในรูปธรรมและนามธรรม ทำให้ได้เห็นข้ออ้าง เงื่อนไข ภาระ ห่วง หวง บ่วง กรอบ ภาระ วิบากทั้งหลาย ที่ผูกยึดเราไว้กับบทบาท หน้าที่การงาน ความรับผิดชอบ ความร่ำรี่ร่ำไรในสังสารวัฎ ยากยิ่งนักที่ใครสักคนจะสละ ละ ทิ้ง ตัดเยื่อใยในสังสารวัฎ หากไม่มีกัลยาณมิตรให้สติ ถีบโครมออกจากที่ยึดที่กอดเอาไว้ ก็ยังคงกอดนัวเนียกันอีกนาน แม้จะลากถูลู่ถูกังให้ออกไป ก็ไม่วายจะกลับเข้าไปอีก ต่างคนก็ต่างลีลากรรมหลากหลาย ต่างประเด็นผูกพันตัวเองเอาไว้ ยากจริงๆ

 


อริยมรรค

ชีวิตคนน่ะมัน “ตั้ง” มาอยู่แล้วไง มันคอยต้องคอยตั้งกันตลอด เขาเรียกว่า “มันพยายามจะไม่ว่าง” เข้าใจใช่ไหม
 
ไม่มีก่อนไม่มีหลัง ถ้าลูกไปติดตรงคอยก่อนหรือว่าหลัง มันจะวน เลยกลายเป็นวังวน ไม่ก่อนไม่หลัง
 
ก่อนว่างจะทำอย่างไร หลวงพ่อ?” ไม่ต้องมาก่อนหรอก ก็ว่างเลย ไม่อะไรกับอะไร มันไม่ว่างก็ช่างมัน นั่นแหละว่าง
 

สนทนาธรรมพิเศษ…ไร้สาย (15 พฤศจิกายน 2553)

หลวงพ่อ: ไม่ว่าจะมรรค ไม่ว่าจะผลนะ แล้วก็ไม่ว่าจะนิพพาน ลูกไม่ต้องไปเสาะแสวงอีกแล้ว ไม่ว่าจะสวรรค์ชั้นไหนภูมิไหน หรือว่าจิตญาณในภูมิไหนชั้นไหนก็ตามที แม้แต่มรรคผลนิพพาน ลูกก็ไม่ต้องไปเสาะแสวงอีกแล้ว ลูกยิ่งเสาะแสวง ยิ่งเป็นตัณหาในตัวมันเอง มันจะไม่จบ


ฉับพลัน 1

ลูกก็ไม่ต้องโดยตัวมันเองนั้นแหละ โดยตัวมันเองนั่นแหละ รู้ก็ไม่ต้องในรู้นั่นแหละ แล้วมันจะหมดสั้นหมดยาวในรู้เลย เรียกว่า มันไม่เกาะ มันจะไม่เกาะของมันไปเอง เรียกว่า “คลาย” คลายเอง คลายเลย 


ท่ามกลาง

เอาว่าท่ามกลางทุกสิ่งทุกอย่างนี่น่ะ ท่ามกลางกาย ท่ามกลางจิต ท่ามกลางธาตุขันธ์ที่ทรงที่ดำรงอยู่ทั้งหมดนั่นน่ะ ที่มีที่เป็นนั้นน่ะ ลูกก็ไม่ต้องคอยเริ่มคอยจบแบบไหนท่ามกลางนั่นเลย แล้วมันก็จะตรงต่อนิโรธ ตรงต่อดับอยู่แล้ว ตรงต่อนิโรธอยู่แล้วท่ามกลางนั่นแหละ สิ่งที่มีสิ่งที่เป็นทั้งหลายนั่นแหละ ไม่ว่ากายจะแบบไหนหรือว่าจิตจะอย่างไร ผัสสะสัมผัสนอกในทั้งหมดทั้งสิ้นนี่น่ะ ลูกก็ไม่ต้องไปคอยเริ่มคอยจบแบบไหนเลยท่ามกลางนี่แหละสัมผัสทั้งหลายนี่แหละ สิ่งที่ปรากฎสิ่งที่มีที่เป็นทั้งหลายนี่แหละ มันก็จะนิโรธให้ทันทีเดี๋ยวนั้น ฉับพลัน เรียกว่าดับ


ฉับพลัน 2

ลูกก็ไม่มัวแต่รู้ไป ไปรู้ จะได้ตัดเป็นไงลูก จะได้ตัดเป็น ตรัสรู้ ตัดรู้เป็น ถ้าไม่อย่างนั้น ลูกก็จะเจริญแต่ตัวผัสสะตลอดเลย ตัวกระทบน่ะ แล้วมันก็เจริญแต่ลักษณะแห่งการร่อนเร่พเนจรของวิญญาณตลอด ไอ้ตัวไปรู้นี่น่ะ ไปรู้รู้ไป ไปรู้ รู้ไปนี่น่ะ ไอ้ตัวคอยรู้นี่น่ะ นี่ล่ะคือทั้งหมดของโคตรปุถุชนน่ะ ชน การที่มันไปนี่ก็คือไปชน อีกอย่างนึงก็เรียกว่า “ผัสสะ” หรือเรียกว่า “สัมผัส” ก็คือไปชนนั่นเอง ไอ้ “รู้ไป ไปรู้” นี่น่ะเรียกว่าไปชน รู้ตัวเองก็ชนกับตัวเอง รู้อะไรก็ชนกับสิ่งนั้นไง

 

คลายความยึดติด

ก็วางทุกลักษณะจิตลูก ดูเราก็คลายตัวดูเอง รู้ก็คลายตัวรู้เอง เรียกว่าไม่ต้องกำหนดในส่วนไหนของจิต แล้วลูกก็จะได้วางจิตเป็น นอกเหนือรู้เป็น นอกเหนือเห็นเป็น ยิ่งกว่าจิตเป็น จึงค่อยจบ 

 

ธรรมะ 26 สิงหาคม 2553

คลายตัวมันเองตลอดเลยลูก ไอ้ที่คลายตัวมันเองนี่ ลูกจะมัวไปเจริญอยู่ไม่ได้น่ะ เจริญรู้เจริญเห็นอยู่ไม่ได้ ถ้าไม่งั้นมันไม่คลาย มันจะไปอยู่แค่วนเวียนสัมผัส วนเวียนผัสสะ วนไปวนมา วนมาวนไป ในการรู้การเห็น เรียกว่า “ผัสสะ” ตลอด เจริญแต่ผัสสะ มันไปเจริญไม่ได้หรอกลูก ถ้าไปเจริญแล้ว มันไม่คลายตัวมันเอง นั่นแหละ ไม่ต้องเจริญตัวมันเอง แล้วมันคลายของมันเอง ลูกก็จะจบเรื่องของระบบสัมผัสและผัสสะทั้งหมดเอง ไม่วนเวียนในการเสวยรูป เสวยเสียง เสวยกลิ่น เสวยรส เสวยอารมณ์ เสวยกรรม เสวยวิบากอะไร มันจะจบ มันจะไม่มีอะไรเข้าไปเสวยอะไร เรียกว่า “นิโรธด้วยตัวมันเอง”


แค่อาศัย

จิตก็เป็นเพียงแค่สิ่งอาศัย ขณะแห่งรู้ แห่งเห็นนึก แห่งคิดอะไร ก็แค่อาศัย แค่อุปโลกน์ขึ้นมาใช้ชั่วคราวลูก ก็ไม่ต้องไปจริงจังมาก ไม่ต้องไปเน้นใช้ เพราะว่ามันแค่อาศัยชั่วคราว คือโดยเนื้อหา มันก็ “ไม่มี” อยู่แล้วไง ก็เรียกว่า “ไม่” มัน “ไม่มี” อยู่แล้ว เรียกว่า “ว่าง” 
 

ยิ่งกว่าตื่น

อย่าให้มันแช่ลูก ถ้าแช่ มันจะไม่สว่างหรอกนะ มันไม่สว่าง ให้มันโพล่งอยู่เรื่อยๆ ตื่นแบบโพล่งนั่นแหละ ถ้า “ไม่” ก็ “ไม่”แบบทิ้งทุกอย่างน่ะ ทิ้งสัมผัส ไอ้ที่ไม่ตั้งนี่มัน “ตื่น” ลูก ไม่ต้องนี่ก็ตื่น ก็ตื่นแบบไม่ต้องไม่ตั้งนั่นแหละ สั้นๆลูก มันก็จะทิ้ง ไปตัด ไปทิ้งอนุสัย ที่มันชอบเข้าไปเกาะไปเกี่ยว ไปเหนี่ยวไปรั้ง ในสรรพสิ่ง สรรพธาตุทั้งหลายออกไปเอง เขาเรียกว่า ตัดเส้นทางตัณหา การพุ่ง การเพ่ง การทะยาน
 

Syndicate content