จบทุกเส้นทาง 3

ลูกก็ “ไม่” จริงๆนั่นแหละ ไม่เนื่องด้วยอะไรจริงๆ ไม่ต้องไปคอยติดคอยหลุดอะไรหรอก “ไม่” จริงๆนั่นแหละ คอยแช่ คอยทรง เราก็ “ไม่” เหมือนเดิม แช่ก็ไม่แช่ ทรงอารมณ์ก็ไม่ทรง ทรงรู้ก็ไม่ทรง ทรงเห็นก็ไม่ทรง เรียกว่า ส่วนหนึ่งส่วนใด แห่งจิต แห่งธาตุ เราก็ไม่ได้ทรง เขาเรียก “ไม่ทรง” ก็คือ “ไม่เกาะ” นั่นเอง เรียกว่า นอกเหนือการอาศัยจิต 

 
คลาย คลาย คลายตัวมันเองเป็น นอกเหนือการอาศัย นอกเหนือการเกาะ ไม่ทรง ไม่ทรง ไม่แช่ ไม่ทรง ดังนั้น ในระหว่างที่ลูกเตลิดไปกับการรู้ การเห็น การนึก การคิด ความรู้สึกและอารมณ์ ที่มันทอดไป ที่มันเนิ่นนานไปนี่น่ะเขาเรียกว่ามันเป็นโมหะ เป็นความหลง ก็ความหลงในธาตุ ความหลงในขันธ์ไง มันหลง
 
ติดก็ “ไม่” ไปเลยลูก หลุดก็ “ไม่” ไปเลย ไม่ต้องคอยติด ไม่ต้องคอยหลุดอะไร คอยแช่ก็ไม่ คอยทรงก็ไม่ เรียกว่ามันเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไปเลย ขาดตอนไปเลยในธาตุในขันธ์ ให้มันขาดสะบั้นในเรื่องจิตไปเลยทุกลักษณะ รู้ก็ไม่ เห็นก็ไม่ ไม่แช่รู้ไม่แช่เห็น ไม่ทรงรู้ไม่ทรงเห็น จะจิตแบบนี้ จิตแบบนั้น อารมณ์อย่างนั้นอย่างนี้อะไร ลูกก็ “ไม่” น่ะ ไม่แช่ ไม่ทรง ให้มันเด็ดขาดเรื่องจิตไปเลย ให้มันเด็ดขาดไปเลย เรียกว่าทุกลักษณะก็ไม่ต้องไปอนุโลมปฏิโลม เขาเรียกว่า “ไม่เนื่องด้วย” การไม่เนื่องด้วยตัวมันเอง เรียกว่า “คลายจากความเป็นตัวมันเอง” นั้นแหละ ไม่เนื่องด้วยตัวมันเอง เห็นไม่เนื่องด้วยเห็นซะเอง รู้ก็ไม่เนื่องด้วยรู้ซะเอง
 
ฉะนั้น จะเห็นได้ว่าทุกอย่างก็คือความไม่ประมาท ไม่ประมาทในรูป ไม่ประมาทในกาย ไม่ประมาทในจิต ทุกอย่างมีทุกข์มีโทษทั้งนั้น
 
ฉะนั้น เกาะกายเกาะจิตก็คือเกาะสิ่งที่มันมีทุกข์มีโทษในตัวมันเอง จึงให้เด็ดขาด อย่าเสียเวลาไปเจริญจิตแบบนั้นแบบนี้อะไรอยู่ลูก มันเยิ่นเย่อ เขาเรียกว่าสร้างภาวะผูกพัน เจริญสันตติ เจริญการเชื่อมโยง เจริญการประติดประต่อ เขาเรียกว่าสร้างภาวะผูกพัน ให้มันขาดเลย ไม่เนื่องด้วยจิตทุกลักษณะ ไม่เนื่องด้วยจิตทุกสภาวะลักษณะ คอยติดก็ ไม่ คอยหลุดก็ไม่นั่นแหละ เขาเรียกว่า “ไม่เนื่องด้วย” หรือโดยที่ไม่ต้องไม่ตั้งอยู่แล้วนั่นแหละลูก เขาเรียกว่ามันไม่เข้าไปติดนั่นเอง เรียกว่าไม่ได้เจริญอุปาทาน
 
ก็ “ไม่” อยู่แล้วไง มันก็คือไม่เข้าไปติดนั่นเอง “ไม่” อยู่แล้วมันก็คือการไม่เข้าไปเกาะนั่นแหละลูก ไม่ใช่การเข้าไปเกาะ ฉะนั้น ก็ให้หมดความเยิ่นเย่อ หมดความยืดเยื้อ คือเราไม่ต้องไปเสียเวลายืดเยื้อกับมัน สภาวะลักษณะจิตอารมณ์ทั้งหลาย ไม่ต้องไปเพลิน ไม่ต้องไปเพลิดเพลิน
 
เห็นก็ไม่ต้องในเห็นนั่นแหละลูก ก็ตัดเห็นเรียบร้อยเลย รู้ก็ไม่ต้องกับการรู้นั่นแหละ ก็ตัดการรู้เรียบร้อยไปแล้ว มันไม่มีรู้ที่ไปเพลินกับอะไร เห็นก็ไม่ต้องนั่นแหละ ไม่ต้องซ้อนเห็นนั่นแหละ มันก็ตัดตัวเห็นเรียบร้อย ไม่มีตัณหาอุปาทานซ้อนเห็น มันก็ไม่ไปเพลิดเพลินกับอะไรๆต่อไปอีก เรียกว่าให้มันเด็ดขาดกับตัวมันเอง
 
อย่าง “รู้” นี่ก็ไม่ต้องไม่ต้องซ้อนรู้น่ะ มันก็จะไม่เพลิดเพลินกับวิญญาณเร่ร่อนนะ วิญญาณสัมผัสนี่แหละ รู้ไป รู้มา รู้อยู่อะไรอย่างนี้ มันจะหมดความอาลัยอาวรณ์กับระบบของวิญญาณสัมผัส คลายจากตัวรู้เอง ไม่ใช่ “แช่รู้” ไม่ใช่ “ทรงรู้” ไงลูก คลายจากตัวรู้เองน่ะ เขาเรียกว่าตัดที่ต้นเหตุ
 
อย่าเจริญแต่ต้องสิ อย่าเจริญแต่ตั้ง อย่าเจริญตัวคอยต้องคอยตั้ง มัวแต่คอยเจริญ มัวแต่คอยอุปโลกน์ มัวแต่คอยอุปโลกน์สถานการณ์ขึ้น หนึ่งขณะ “ต้อง” คือหนึ่งขณะ “อุปโลกน์” น่ะ ลูกก็ไม่ต้อง
 
ตัณหามันจะประปรายขนาดไหน ความดิ้นรนที่พิสดาร ดิ้นรนจุกๆจิกๆ ในรูปแบบของความระส่ำระส่าย ในรูปแบบของความสะเปะสะปะ มันเป็นตัณหา จุกๆจิกๆทั้งนั้นนะลูก ลูกก็ “ไม่ต้อง” นั่นแหละ ไม่ต้องไปคอยเจริญ ไม่ต้องไปคอยดำเนิน ก็ไม่ต้อง ให้มันสนิท จนมันเลิก เลิกสะเปะสะปะกับทุกอย่าง เลิกซัดส่ายกับทุกสิ่งทุกอย่าง เลิก เลิกหมด เรียกว่า ตัณหาเร่ร่อน ตัณหาประปราย ตัณหาพิสดารทั้งหลายอะไรน่ะ เลิกหมด เลิกสมุทัย เลิกเป็นเหตุ เลิกสร้างเหตุ ตัวที่เข้าไปดำเนินนั่นแหละ ลักษณะที่คอยไปเจริญ ลักษณะที่ไปดำเนินขันธ์ทั้งหลายนั่นแหละลูก
 
ทีนี้ลูกก็ “ไม่” ตรงๆเลย ก็ “ไม่” นั่นแหละ ไม่ต้อง ไม่ ไม่ต้องนั่นแหละ ติดก็ไม่ต้อง หลุดก็ไม่ต้องน่ะ ก็ “ไม่” นั่นแหละ ไม่ต้องนั่นแหละลูก ยิ่งกว่ายันต์กันผีอีกนะ นั่นแหละก็ไม่ต้องซ้อนรู้นั่นแหละ ไม่ต้องซ้อนเห็นนั่นแหละ ก็บอกแล้วว่าเป็น “รหัสนัยแห่งนิโรธ” ให้อยู่แล้ว “ดับ” ให้อยู่แล้ว เป็น “รหัสนัยของความดับ” ให้อยู่แล้ว
 
ไอ้ที่ลูกชอบเยิ่นเย่อยืดเยื้อยาวๆ มันจะเลิก เลิกยาวซะที หมดยาวหมดสั้น เลิกเยิ่นเย่อซะที ความที่อาลัยอาวรณ์ผูกพันกับการรู้ เหนียวแน่นกับการรู้ วิญญาณเร่ร่อนพเนจร ต่อภูมิ ต่อภพ ต่อชาติ อะไรนี่น่ะให้มันขาดสะบั้น ไม่อาลัยอาวรณ์ในรู้ในเห็น ไม่อาลัยอาวรณ์ในรู้น่ะ เขาเรียกว่าทิ้งความเยิ่นเย่อเป็น ทิ้งความยืดเยื้อ ก็ไม่ต้องนั่นแหละลูก มันก็จะตัดให้เอง นั่นแหละมันจะไม่ต่อไป มันจะตัด มันจะไม่เป็นวัฏฏะแห่งการปรุงแต่งเยิ่นเย่อต่อไปอีก มันจะตัดให้เอง ก็ไม่ต้องนั่นแหละ รู้ก็ไม่ต้อง ไม่ต้องซ้อนรู้ ก็ไม่ต้อง จะตัดรู้ให้เอง ไม่ต้อง ไม่ต้อง
 
ไอ้จะไปนิ่งไปเฉยกับมันน่ะเหรอ เออ ก็มันเชื้อทั้งนั้นแหละลูก หลบมุมแช่หลบมุมนิ่งนะหรือจิต กลายเป็นสมาธิดักแด้ไปหมดน่ะ เพาะแต่เผ่าพันธุ์ หลบมุมนิ่ง หลบมุมเฉยมันมีตัวหลบน่ะ ตัวหลบ ก็ “ไม่ต้อง” นั่นแหละลูก รู้ลูกก็ไม่ต้อง มันก็ไม่ซ้อนรู้ เห็นก็ไม่ต้องก็ไม่ต้องซ้อนเห็น ไม่เกี่ยวกับการหลบมุม ไม่เกี่ยวกับอะไรหลบอะไร หลบเข้าสติ หลบเข้าสมาธิ หลบเข้าฌานแบบไหน ไม่เกี่ยวอะไรหลบอะไร ไม่มีอะไรเข้าอะไรออก ไม่เข้าไม่ออก ไม่เข้าไม่ออก ไม่ต้องก็คือไม่ต้อง ไม่ต้องเข้าต้องออกอะไร ไม่ต้องติด ไม่ต้องหลุดอะไรลูก
 
ตรงๆ ตรงต่อนิโรธอยู่แล้ว ต่อดับอยู่แล้ว ตรงๆ ตรงๆเลย อย่าไปเจริญให้มันคด ยิ่งเจริญยิ่งคด แล้วมันก็เป็นอนาคตไปเรื่อย ยิ่งเจริญก็ยิ่งไปหน้าเรื่อย ดับปัจจุบันเลยลูก ไม่ต้องไปขณะไหนแล้วไงลูก พอไม่ต้องก็จบเลย จิตแบบไหนก็ “ไม่ต้อง” อยู่แล้วนะ ไม่ต้องซ้อนจิต จบเลยลูก ไม่ต้องไปขณะไหนแล้ว ไม่ต้องไปตอนไหนแล้วลูก แล้วมันก็เลิกแช่ให้เอง เลิกแช่เลิกจมอารมณ์ให้เองทั้งหมด มันจะไม่จมไปเอง มันจะไม่แช่ไปเอง มันเลิกไปเองหมด
 
รู้ก็ไม่ต้อง ลูกก็จะไม่เพลินรู้ ไม่อึ้งรู้  ไม่แช่รู้ ไม่นอนเนืองกับรู้ ไอ้ที่นอนเนืองอยู่น่ะ เขาเรียกว่ามัน “ตั้ง” เข้าไปแล้วไงลูก มัน “ตั้ง” ซ้อนลงไปแล้ว มัน “ต้อง” ซ้อนลงไปแล้ว มันเลยแช่ มันเลยนอนเนือง อึ้งรู้ อึ้งรู้ อึ้งรู้ เนิ่น เนิ่บนาบกับรู้ เนิ่บนาบกับรู้
 
ไอ้ “รู้ก็ไม่ต้อง” มันจะคลายจากตัวรู้ คลายจากการรู้เดี๋ยวนั้นเลย เห็นก็ไม่ต้อง มันก็คลายจากการเห็นเดี๋ยวนั้นแหละลูก ไม่ต้องซ้อนในเห็น ไม่ต้องเจริญเห็น ไม่ต้องซ้อนลงไปในเห็น มันก็ไม่มีอะไรเข้าไปติดเห็นน่ะ ไม่มีอะไรเข้าไปติดเห็น
 
แต่ถ้าตัณหามันยังเยิ่นเย่อ มันก็จะมีอยู่บ้าง ความอาลัยอาวรณ์ เลื่อนลอย ล่องลอย ไหล หรอย หรอยไปด้วยกันน่ะหรอย ไหล อันเดียวกันน่ะ หรอยกับไหลน่ะ มันก็จะ…เขาเรียกว่าเพลิดเพลินไปบ้างน่ะ เขาเรียกตัณหามันมี ตัณหามันยังมีเชื้ออยู่ มีเชื้อตัณหาอยู่ ก็...ลูกก็ไม่ต้องนั่นแหละ มันก็ตัดตัณหาเลย จะตัณหาชนิดอ่อนชนิดแก่อะไรมันก็ตัดหมดแหละลูก ถอนรากถอนเง่า เขาเรียกว่าหมดสั้น
 
เอาปัจจุบันนี่แหละ ดับปัจจุบันนี่แหละลูก ยุติสมุทัยปัจจุบันนั่นแหละ ไม่ต้องตอนไหนแล้วไงลูก ก็ “ไม่ต้อง” นั่นแหละมันตัดทุกตอน ไม่มีตอนไหนหรอก ไม่มีขณะไหน พอ “ไม่ต้อง” มันก็ตัดเลยนั่นแหละลูก มันไม่มีขณะไหน ไม่มีเดี๋ยวด้วย เดี๋ยวกงเดี๋ยวก่อนอะไรไม่มี ไม่มีเดี๋ยว แล้วมันศักดิ์สิทธิ์ มันตัดเหตุปัจจยการในปัจจุบันให้ทั้งหมด เหตุแห่งทุกข์ทั้งหลายมันตัดให้หมด ไม่ติดรู้น่ะ ไม่ติดเห็น ไม่ติดรู้ ไม่ติดเห็น ลูกก็ “ไม่ต้อง” น่ะ ตรงๆกับที่มัน “ไม่ต้อง” จริงๆน่ะลูก แล้วมันก็เลิกติดไปเอง ติดรู้ติดเห็นอะไร มันเลิกติดไปเองหมด ติดจิตลักษณะไหนมันก็เลิกติดไปเองหมด ติดอารมณ์ลักษณะไหนก็เลิกติดไปเองหมด มีอนุสัยไหนประเภทไหนมา มันก็เลิกติดในอนุสัยทั้งหลายไปเองหมดลูก
 
คอยติดก็ไม่ต้อง คอยหลุดก็ไม่ต้องนั่นแหละ ไอ้ “ไม่ต้อง” นั่นแหละ ไม่มีนะไปนั่งเข้าสมาธิหลบน่ะ หลบในสมาธินะ ไม่มีระบบหลบ เอาตรงๆเลย ไปแอบแช่นิ่งแอบแช่เฉยอยู่ เขาเรียกว่ามีตัวแอบน่ะ แทนที่มันจะไร้เหตุไร้เชื้อในปัจจุบันซะเลย มันก็ไปหลบ หลบแช่นิ่งแช่เฉย นั่นแหละเขาเรียกว่า ตัดตัวเจริญ ตัดตัวดำเนิน ไอ้ “ไม่ต้อง” น่ะ รู้ก็คือไม่ต้องน่ะ เห็นก็คือไม่ต้อง จิตก็คือไม่ต้อง ไม่ต้องไปคอยเจริญ ไม่ต้องไปคอยดำเนิน นั่นแหละเขาเรียกไม่สร้างภาวะผูกพันในรูปธรรมในนามธรรมทั้งหลาย นอกเหนือกรรมซ้อนไงลูก มันไม่เป็นกรรมซ้อนน่ะ ตัว “เจริญ” นี่เขาเรียก “กรรม” ตัวเจตนากรรมมันซ้อน กรรมซ้อนธาตุซ้อนขันธ์ กรรมซ้อนธรรม มันไม่ใช่สัจธรรมน่ะลูก กลายเป็น “กรรม” ไปเมื่อไป “เจริญ” แล้วนี่น่ะ
 
ลูกก็จะได้ตรงต่อที่มันว่างอยู่แล้วนะ มันไม่ต้องไปห่วงที่จะต้องเจริญตัวมันเองแบบไหนทั้งนั้นน่ะจิตน่ะ ก็ “ไม่ต้อง” ไงลูก ไม่ต้องไปห่วงที่จะเจริญตัวมันเองแบบไหนทั้งนั้นจิต นั่นแหละเขาเรียกว่ามันนอกเหนือเจริญ นอกเหนือเสื่อม นอกเหนือเกิด นอกเหนือดับ ไม่เนื่องด้วยการคอยเกิดคอยดับ นอกเหนือการคอยติดคอยหลุด มันไม่เนื่องด้วยการคอยติดคอยหลุด
 
ลูกก็ “ไม่ต้อง” น่ะให้มันสุด ให้มันหมดจิต ให้มันสุดจิต หมดจิต หมดทุกลักษณะแห่งจิต ไม่ให้เหลือ ไม่ให้เหลือลักษณะที่ลูกจะไปนอนเนืองกับมัน หรือไปเนิ่บนาบกับมันหรือไปอ้อยอิ่งกับมัน ไม่ให้เหลือไงลูก ไม่ต้องก็คือไม่ต้องนั่นแหละ เรียกว่าไร้สันตติ ไร้การประติดประต่อ ไร้การเชื่อมโยง ไร้ผัสสะ ไร้การเข้าไปกระทบ ไร้การเข้าไปเสวย ไร้การเข้าไปแช่ ไร้การเข้าไปทรง
ไม่ต้องก็คือไม่ต้องน่ะลูก นั่นแหละ มันจะสมุจเฉทขึ้น สมุจเฉทขึ้น จะเด็ดขาดขึ้น เด็ดขาดขึ้น ไม่ให้เหลือ การเข้าไปแช่ ไอ้การเข้าไปทรง ไม่ให้มันเหลือ ลูกก็จะเด็ดขาดขึ้น สมุจเฉทขึ้น จะเต็มที่ในนิโรธมากขึ้น ในความดับอยู่แล้วนั่นเอง จะได้นอกเหนือรู้เป็น นอกเหนือเห็นเป็น นอกเหนือความเป็นจิตทั้งระบบเป็น ก็จบแล้วลูก จบสังสารวัฏฏ์ หมดความเป็นสังสารวัฏฏ์ในภายใน จึงจะเข้าสู่เนื้อหาของการโปรดสัตว์
 
เพราะว่าสัตว์ในสังสารวัฏฏ์นี้ เอาสัตว์ไปโปรดสัตว์ไม่ได้ เอาอะไรไปโปรดอะไรไม่ได้ อาศัย “ว่าง” สะท้อนล้างไปอย่างเดียว เอารู้ไปโปรดรู้ไม่ได้ มันรู้เหมือนกัน หลงเหมือนกัน ต้องเอานอกเหนือรู้นั่นแหละ ไปล้างรู้ มันจะได้เลิกเยิ่นเย่อ เลิกยืดเย้อ ถ้ายังรู้ยาวเป็นกิโลๆอยู่ล่ะก็ มันโปรดไม่ได้หรอกลูก ไม่อยู่ในฐานะโปรด นอกเหนือรู้ไปล้างรู้ นอกเหนือเห็นไปล้างเห็น นอกเหนือจิตไปล้างจิต นอกเหนือความคิดไปล้างความคิด นอกเหนือความเห็นไปล้างความเห็น
 
เห็นกะเห็นเหมือนกันแล้วมันโปรดกันไม่ได้หรอก มันยาวเหมือนกัน เยิ่นเย่อเหมือนกัน ไม่ใช่เอาความคิดไปโปรด ไม่ใช่เอารู้ไปโปรด ไม่ใช่เอาเห็นไปโปรด ไม่ใช่  
 
เรื่องรู้ เรื่องเห็น เรื่องนึก เรื่องคิดเป็นเรื่องกรรมอนุสัยทั้งนั้น เอากรรมอนุสัยไปโปรดกรรมอนุสัย มันจะวน มันจะยาว มันจะวน ยิ่งกว่าทำประทักษิณอีก
 
ฉะนั้นให้ “หมดใจ” ไงลูก ก็ “ไม่ต้อง” นั่นแหละ อย่าให้มันเยิ่นเย่อ อารมณ์ ความรู้สึก ไม่ใช่การอิงอาศัยจิต ไม่ใช่การเนื่องด้วยจิต มันไม่ใช่การเนื่องด้วยตัวมันเอง ลูกก็ไม่ต้องนั่นแหละ
 
จะเพลินนิดเพลินหน่อย ลูกก็ “ไม่ต้อง” เหมือนเดิม โดยที่ “ไม่คอยต้อง ไม่คอยตั้ง” อยู่แล้วนั่นแหละลูก มันก็จะหมดไปเองความเพลิดเพลินทั้งหลาย นั่นแหละลูก “ไม่ต้องซ้อนรู้” ให้กับมันนั่นแหละ สนิทหน่อย ไม่ต้องซ้อนเห็นของลูกเอง ไม่ต้องไปซ้อนรู้ของลูกเองน่ะ ให้มันสนิท ให้มันเบ็ดเสร็จ หมายถึงสมุจเฉทให้มันเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่ซ้อน ไม่ซ้อน ไม่ซ้อนนั่นแหละ
 
ตัวคอยเพลินนั่นก็ไปจากเพลินรู้นั่นแหละ ก่อน ก่อนที่จะเอาไปเพลินในอารมณ์ทั้งหลาย ไปรู้อารมณ์เพลิดเพลินอารมณ์ต่อไป ไปรู้เรื่องราวแล้วเพลินในเรื่องราวต่อไป ไปรู้ในสรรพสิ่งแล้วเพลิดเพลินในสรรพสิ่งต่อไป มันก็...ตัวที่มันเพลิน ตัวรู้ก่อนนั่นแหละ อิงรู้น่ะ ที่มันยังเนื่องด้วยรู้ นอนเนืองกับรู้นี่ มันเพลินกับรู้นั่นแหละ ตัณหามันก็เลยลากรู้ไปเพลินกับสรรพสิ่งต่อไปอีก
 
ลูกก็ “ไม่ต้อง” นั่นแหละ ไม่ไปซ้อนรู้ของตัวเองนั่นแหละ จะรู้แบบไหนก็ “ไม่ต้อง” นั่นแหละลูก จะได้ไม่ซ้อนรู้ จะได้ไม่ไหลเข้าไปในรู้ เรียกว่าตัดเส้นทางอวิชชาทั้งหมด ตัวหลงรู้น่ะ ตัดเส้นทางอวิชชาทั้งหมด การหลงรู้นั่นแหละ แล้วต่อไปจะไม่หยุมหยิมแล้ว เลิกเป็นคนหยุมหยิม จะไปหยุมหยิมได้ไงน่ะ ในเมื่อมันตัด “รู้” แล้วนี่ลูก มันไม่ซ้อนรู้ของตัวเอง ที่มันยังหยุมๆหยิมๆ ก็ตัณหามันหยุมหยิม ตัณหามันซ้อนรู้ซ้อนเห็นไปเรียบร้อย โมหะ อวิชชา หลงการรู้น่ะลูก ตัดไม่เป็นน่ะ ไปหลงซ้อนลงไปเสียแล้วมันก็หยุมหยิม
 
ไม่ต้องลูก ผ่อนจากการรู้ ผ่อนจากการเห็นนั่นแหละ ลูกก็ไม่ต้องซ้อนในรู้ในเห็นนั้น เรียกว่าจบปัจจุบัน จบปัจจุบัน จบปัจจุบันไปเรื่อยเลย จบจากปัจจุบัน จบ จบ จบ หมดอดีต หมดอนาคต หมดปัจจุบัน มันไม่ใช่การเจริญลูก แต่ให้ตัดตัวเจริญเองนั่นแหละ ไม่ต้องไปคอยเริ่มคอยจบอะไร เรียกว่าตัดตัวเข้าไปเจริญดำเนินนั่นแหละ ก็ “ไม่ต้อง” นั่นแหละ แทนที่ลูกจะไปเสียเวลาอึ้งเห็น ลูกก็ตัดเห็นนั่นแหละ ก็ไม่ต้อง ไม่ต้องไปเจริญซ้อนลงไปในเห็น แทนที่จะไปหลงเจริญตัวเห็นอยู่ลูกก็ไม่ต้องซ้อนลงไปในตัวเห็น ไม่ต้องซ้อนลงไปในการเห็น ไม่ต้องไปคอยเจริญมันแบบไหน ก็ไม่ต้องนั่นแหละ เขาเรียกว่ายุติการเจริญ เจริญนี้ก็หมายถึงการดำเนินหรือการเข้าไปปฏิบัตินั่นเอง เรียกว่าเป็นกิริยาแห่งตัณหาชนิดหนึ่ง การเข้าไปเจริญมันดำเนินมันนี่น่ะ เป็นกิริยาแห่งตัณหาชนิดหนึ่งลูก เขาเรียกว่ามันพาเกิดพาดับ เมื่อไม่ต้องไปเจริญ ไม่ต้องไปคอยดำเนิน มันก็ไม่เกิดไม่ดับ ไม่ต้องนั่นแหละมันก็ไม่ไปเกิดไปดับน่ะ สั้นๆ หมดสั้น
 
ถอดความไฟล์เทศนาธรรมเรื่อง "จบทุกเส้นทาง 3"
โดย คุณเอก

 

Your rating: None Average: 3 (2 votes)