เลิกวน 2
ลูกก็จบให้กับตัวเองเรื่อยๆ จบให้กับธาตุกับขันธ์ ไม่ว่าจะกาย ไม่ว่าจะจิต เรื่องการรู้การเห็นความนึกความคิดอะไร ที่เรียกว่ากายและก็จิตนั่นแหละ หรือรูปกับนามอะไรน่ะ ที่สมมติขึ้นนี่น่ะ หรือลูกก็ไม่ไปคอยติดคอยหลุดท่ามกลางนั่นแหละ ถ้าลูกติดตัวรู้นะ คอยรู้ รู้ รู้ รู้ ทรงรู้ นิ่งรู้ แต่มันก็รู้น่ะ เขาเรียกว่าติดตัวรู้ไง ติดวิญญาณ สัมผัส ติดวิญญาณ ขันธ์รู้ ขันธ์รู้ไง
จะจบให้กับมันแบบไหน? ลูกก็ไม่ต้องไปคอยติดคอยหลุดน่ะ ท่ามกลางรู้นี่แหละ ลูกก็ไม่ต้อง ไม่ต้องไปคอยติดคอยหลุดท่ามกลางรู้น่ะ ลูกก็ไม่ต้อง คอยติดก็ไม่ต้อง คอยหลุดก็ไม่ต้องน่ะลูก นั่นแหละเขาเรียกว่าจบให้กับรู้น่ะ เรียกว่าไม่ติดรู้ ไม่หลงรู้ ไม่ติดรู้ เรียกว่าเนื้อหาตรัสรู้จริงๆ คือไม่ติดรู้ไม่หลงรู้ เรียกว่านอกเหนือรู้เป็น ไม่ใช่รู้ไปเรื่อยนะ ถ้ารู้ไปเรื่อยมันก็อนุสัยเดิมไงลูก เรียกว่าจริตเดิมๆ อนุสัยเดิมๆ เรียกว่าตามจริต ตามอนุสัย ถ้าลูกยังหลงรู้อยู่ ลูกก็สรุป จบให้กับการรู้ ก็ไม่ต้องไปคอยติดคอยหลุดท่ามกลางรู้นั่นแหละ
ไม่ต้อง เรียกว่านอกเหนือความเป็นสติ นอกเหนือความเป็นสมาธิ และนอกเหนือปัญญา เพราะว่าสติ.. ก็รู้นั่นแหละเรียกว่าสติ สมาธิก็ไอ้รู้นั่นแหละสมาธิในรู้ ปัญญาหรือก็ในรู้นั่นแหละคือปัญญา มันก็รวมกันที่เดียวกันนั่นแหละ ในรู้นั่นแหละ นี่ถ้าลูกยังสติ ยังสมาธิ ยังปัญญาอยู่ เขาเรียกยังทรงรู้อยู่ ยังรู้ในรู้ ยังในรู้อยู่ เขาเรียกว่ากรรมนี่มันยังซ้อนธรรมอยู่ลูก กรรมซ้อนธรรม มันยังไม่จบ ถึงจะตัดความจำได้ ตัดความนึกคิดปรุงแต่งได้ ตัดเวทนาความรู้สึกได้ทุกรูปแบบ แต่ก็ไม่จบ ก็ไอ้คาอยู่แค่ขันธ์ๆเดียวนั่นแหละ
นี่ธรรมก็สักแต่ว่าธรรมน่ะ จิตก็สักแต่ว่าจิตนั่นน่ะ ก็ปลงฐานธรรม ปลงฐานจิต ปลงทุกฐาน ไม่ใช่เจริญฐาน ในสติปัฏฐานนี่ ก็ปลงทุกฐาน ไม่ใช่เจริญฐาน แล้วไม่ใช่ทรงฐาน ไม่ใช่เฝ้าฐาน นี่ลูกก็ “ไม่ต้อง” ท่ามกลางนั่นแหละ จิตนั่นแหละ คอยติดก็ไม่ต้อง คอยหลุดก็ไม่ต้อง การแช่รู้มันก็จะไม่แช่ การรู้ไป รู้เตลิด มันก็จะไม่เตลิดในการรู้ เรียกว่าไม่เจริญปุถุชน ไม่เจริญวิถีแห่งปุถุชน คือรู้นั่นเอง โยนีโยนิแดนเกิดแห่งความเป็นปุถุชนก็ตรงรู้นั่นแหละลูก
ฉะนั้น ลูกก็จบให้กับการรู้เป็น ไม่ใช่เป็นวิถี เป็นปัญญาแบบเชิงวิถี คือปัญญาไปเรื่อย ไม่ใช่ ให้จบเป็น สติสมาธิปัญญาให้จบเป็น ก็รู้น่ะ ให้จบรู้เป็น “ไม่ต้อง” นั่นแหละคือไม่ทรง คอยติดก็ไม่ต้อง คอยหลุดก็ไม่ต้องนั่นแหละมันไม่ดิ้น มันไม่ต้องดิ้นรู้ไง ลูกก็จะได้ตรงต่อนิพพานอยู่แล้วทันที ซึ่งมันไม่เนื่องด้วยอะไร ไม่เนื่องด้วยจิตประเภทไหน
นี่ถ้ามันยังหยาบอยู่แค่ความนึกคิดปรุงแต่ง มันยังวนกับความนึกคิดปรุงแต่ง เอ๊ะอ๊ะ ลังเล สงสัย วิตก วิจัย วิจารณ์ อันนี้มันก็หยาบออกมาอีก จิตเหมือนกัน แต่มันก็หยาบแยกย่อยออกมาอีก จากการที่หลงรู้แล้วมันก็ยังไม่พอ มันก็บานปลายไปสู่ความนึกคิดปรุงแต่ง วิตก วิจัย วิจารณ์ ความเห็น ความหมาย มันหยาบออกมาอีก เขาเรียกมันบานปลายออกไปแล้ว
ลูกจะจบให้กับความนึกคิดปรุงแต่งและความเห็นความหมายอย่างไร? ลูกก็ท่ามกลางนั่นแหละ ไม่ต้องไปคอยดิ้นหลุดจากมัน หรือคอยดิ้นติดกับมันก็ไม่ต้อง คอยติดก็ไม่ต้อง คอยหลุดก็ไม่ต้อง ท่ามกลางไอ้ที่มันคิดนี่แหละ ท่ามกลางสภาพที่มันซอกแซกนั่นแหละ เรียกว่า “จบ” ไง จบเป็น คอยติดก็ไม่ต้อง คอยหลุดก็ไม่ต้อง ก็ปรกติแล้ว
พอติดลงไปแล้วมันก็พยายามจะคอยหลุดไง ไอ้คอยติดก็ตัณหาในการนำพาเข้าไปสู่อุปาทานการติด ไอ้จะคอยหลุดอีกก็ตัณหาในการคอยหลุดอีก แล้วมันจะไปหลุดตรงไหน ก็ตัณหามันพาไปติดทั้งนั้น ถ้าให้ตัณหาพาหลุดมันก็โมฆะทันที ไม่หลุดหรอก มีแต่จะพาไปติด คอยหลุดก็ไม่ต้อง ก็จบเลย จบโดยที่ไม่ต้องนั่นแหละ ท่ามกลางนั่นแหละ ไม่ต้องไปคอยผูกคอยแก้อะไรท่ามกลางที่มันเป็นน่ะ นั่นแหละแก้ของจริง พอไม่ต้องมันก็ไม่ดิ้นแล้วลูก เรียกว่าคอยติดก็ไม่ต้อง มันก็เลิกดิ้น คอยหลุดจากมันน่ะ ก็ไม่ต้องอีก แล้วมันก็เลิกดิ้น เขาเรียกว่ามันไม่หลงดิ้นไปซะเอง เขาเรียกว่าไม่เป็นสมุทัยไม่เป็นเหตุแห่งทุกข์ นั่นจบเลย
แล้วที่ไม่ต้องนี้ มันไม่ใช่การปฏิบัติหรือการบำเพ็ญ ไอ้ตัวปฏิบัติตัวบำเพ็ญนี่ เขาเรียกเจริญสมุทัยทั้งนั้นแหละ ให้จบซะ สมุทัยคือเหตุแห่งทุกข์นั่นแหละ ให้จบ
ฉะนั้น ลูกจะหมกมุ่นอยู่ในสภาพไหนก็ตามที ในกายในจิต สภาพหนึ่งสภาพใด ลูกก็จบอย่างนี้ ไม่ต้องไปคอยติดคอยหลุดอะไร ไม่ต้อง คอยพ้นจากตัวเองน่ะเหรอก็ไม่ต้อง คอยติดคอยยึดในอะไรหรือในตัวเองน่ะเหรอก็ไม่ต้องอีก ก็โดยที่ไม่ต้องนั่นแหละก็คือการยุติสมุทัยทั้งหมด ยุติเหตุทั้งหมด ก็จบโดยนิโรธอยู่แล้ว โดยนิพพานอยู่แล้ว
ฉะนั้น เมื่อกรรมอนุสัยแห่งการวนเวียนในธาตุในขันธ์มันเยอะอย่างนี้ วนกับกาย วนกับจิต วนกับลักษณะ วนกับภาวะสภาวะทางใจ ลูกก็ไม่ติดไม่หลุดเรื่อยๆ ไม่ต้องไปคอยติดคอยหลุดอะไรท่ามกลางนั่นแหละ เดี๋ยวมันก็เลิกวนไปเองทั้งหมดนั่นแหละ เลิกไปเอง ท่ามกลางกรรมทั้งหลายก็เหมือนกัน วิบากทั้งหลายก็เหมือนกัน จบอย่างนี้นะ ไม่ต้องไปคอยติดคอยหลุดอะไรท่ามกลางนั่นแหละ คอยหลุดหรือว่าคอยพ้นจากมันนี่ก็ไม่ต้อง มันจะได้ไม่หลงดิ้น ไม่หลงเป็นตัณหาพาหลุดอะไร มันจะได้เรียกว่านิโรธอยู่แล้ว นิโรธอยู่แล้วทันที
ฉะนั้น ก็อย่าเสียเวลากับเรื่องราวกับความเห็นและความหมายลูก อย่าไปเสียเวลาเลย มันวน ไอ้รู้ซื่อๆนี่ก็ยังวนน่ะ ก็ยังตันเลย ไอ้รู้เฉยๆนี่ก็ยังตันเลย ก็มันยังติดตัวรู้อยู่ไง ลูกจะได้เรียกว่าดับจริง นิโรธจริงๆ ก็จะแหลมคมไปเอง
เขาเรียกว่ามันไม่มีความอาลัยอาวรณ์ในธาตุในขันธ์ทั้งหลาย รู้ไม่มีความอาลัยอาวรณ์ในการรู้ เห็นไม่มีความอาลัยอาวรณ์ในการเห็น นึกคิดปรุงแต่ง ไม่มีความอาลัยอาวรณ์ในความนึกคิดปรุงแต่ง ไม่อาลัยอาวรณ์ในอารมณ์ ไม่ต้องไปคอยผูกไปคอยแก้มันแบบไหน เขาเรียกว่ามันหมดความอาลัยอาวรณ์ที่จะมัวไปประดิดประดอยในธาตุในขันธ์ ไม่ต้องไปมัววิแคะวิไค้วิเคราะห์อะไรให้มันวุ่นวาย เขาเรียกว่าไม่อาลัยอาวรณ์ในการปรุงแต่ง มันไม่มัวแต่ประดิดประดอย มันไม่อาลัยในการปรุงการแต่ง ไม่เกิดไม่ดับ ไม่เกิดไม่ดับ ไม่เกิดไม่ดับ คอยเกิดก็ไม่ต้อง คอยดับก็ไม่ต้อง ไม่เกิดไม่ดับ ไม่เกิดไม่ดับ ไม่ติดไม่หลุด คอยติดก็ไม่ต้อง คอยหลุดแบบไหนก็ไม่ต้องอีก นั่นแหละเรียกว่าไม่ติดไม่หลุด “ไม่” น่ะ ไม่มีเชื้อในการดิ้นเพื่อติดเพื่อหลุด ลูกก็จะตรงต่อนิพพานอยู่แล้วทันที ไม่มีเลื่อนลอย ไม่มีโดยเชิงจินตนาการ
ทีนี้ที่ไม่ต้องนี่ มันไม่เกี่ยวกับการเข้าไปทำจิตเลย ไอ้ลูกจะไปนั่งประคองซักนิด คอยคุมมันซักหน่อย หรือดูแลมันซักหน่อย มันไม่เกี่ยวเลยไอ้นั่นน่ะ เขาเรียกว่ามันยังเสียดายจิต เสียดายรู้ เสียดายเห็น เขาเรียกมันยังติดเชื้อของการเจริญสมุทัยอยู่ เจริญเหตุน่ะ มันยังไปหลงเจริญหลงเสื่อมของมันอยู่ ก็หลงประดิดประดอยน่ะ ยังรักษาจริต ยังเลี้ยงความเป็นจริตแห่งรู้ แห่งเห็น แห่งการจะเข้าไปเจ้ากี้เจ้าการอยู่ เขาเรียกว่าจริต มันยังไม่ไร้จริต
เมื่อลูกหมดห่วงในการไปคอยเจริญจิตเมื่อไร จะไปคอยทำจิตทำใจแบบไหนก็ “ไม่” แหละ ในขณะนั้นมันก็ไม่เป็นจริตแล้วลูก เขาเรียกว่าลูกไม่เลี้ยงความเป็นจริตเอาไว้เลย ทิ้งทุกจริต จริตทั้งหลายจะมีก็ต่อเมื่อลูกไปเจริญมัน ตั้งแต่เจริญรู้ เจริญเห็น เจริญนึก ทุกๆอย่างน่ะ ที่ลูกไปเจริญมันน่ะ เจริญจิตลักษณะไหนมันก็เป็นจริตลักษณะนั้น
ทีนี้ เมื่อลูกไม่ห่วงที่จะไปเจริญมันแบบไหนทั้งนั้นจิต มันก็ทิ้งหมดทุกจริตเลย ไม่มีจริต ทิ้งทุกจริต เรียกว่ามันไม่เป็นจริตแบบไหนทั้งนั้น ไม่เป็นจิตไม่เป็นจริตชนิดไหนทั้งนั้น มันจะไม่เป็นเลย คอยติดก็ไม่ต้องลูก จะไปคอยหลุดจากมันแบบไหนก็ไม่ต้องอีก นั่นแหละเรียกว่าจบอยู่แล้ว เรียกว่าจบอยู่แล้ว จบอยู่แล้ว ไม่เป็นตัวเองซ้อนธรรมอยู่แล้ว ไม่เป็นตัวเองซ้อนจิตอยู่แล้ว มันไม่เป็นลักษณะของตัวเองในอะไรๆอยู่แล้วนี่แหละลูก
นี่มันไม่เกี่ยวกันเลย จะยืน จะเดินจงกรม นั่งสมาธิ ไม่เกี่ยวเลยที่พูดมานี่ มันไม่ได้เกี่ยวกับอิริยาบทเลยน่ะ ถ้าใครจะไปหลงตั้งท่าเอาดีในเรื่องของอิริยาบถแล้วก็เรียบร้อย เป็นโมฆะแบบหยาบๆ จะนั่งสมาธิอย่างนี้ จะเดินจงกรมอย่างนี้ เอาดีทางอิริยาบทนี่เป็นโมฆะหมดเลย จะไปเจริญจิตซ้อนในอิริยาบทมันก็ยิ่งหยาบไปใหญ่ ขนาดจะไปเจริญตัวมันเองก็ยังไม่ใช่เลยลูก มันเป็นการปรุงแต่งทันทีเมื่อเจริญตัวมันเอง เขาเรียกกลายเป็นการอุปโลกน์ขึ้นทันที ก็ยังไม่ใช่เลย แล้วจะเอาจิตไปเจริญอิริยาบทอีก มันก็ยิ่งเป็นโมฆะหนักเข้าไปอีก แทนที่จะปลง มันกลับกลายเป็นเข้าไปแบก
ฉะนั้น ลูกก็จบการบำเพ็ญทุกลักษณะ ถ้าขืนบำเพ็ญไปเรื่อย มันก็จะเป็นภพเป็นชาติทางจิตทางจริตไปเรื่อย มันไม่จบ ให้จบ ไม่ต้องไปคอยติดไปคอยหลุดอะไรท่ามกลางจริตนั่นแหละ ท่ามกลางจิตนั่นแหละ ก็จะได้ไร้ความสำคัญโดยตัวมันเองไป มันจะไร้ไปเองลูก จะไปทำนั่งหลับตาเอานิ่งเอาเฉยนี่ก็เรียกว่ามันโมฆะทันที เขาเรียกว่ามันจะหมักมันจะดองภายในตัวเอง เขาเรียกว่ามันหลบ
ให้เข้าใจว่ามันไม่ได้อะไรหรอก คำว่าปลง หรือคำว่าวาง หรือการไม่ยึดติดนี่ มันไม่ใช่ว่ามันได้อะไร มันเป็นเพียงแค่การไม่สร้างเหตุแห่งทุกข์หรือเจริญเหตุแห่งทุกข์เท่านั้นแหละ ไม่เจริญเหตุแห่งวัฏฏะ ไม่ใช่ว่ามันจะได้อะไรนะ อย่าให้ไอ้เรื่องได้มันขึ้นสมอง ได้ไม่ได้น่ะ ไอ้คติแบบนี้มันเป็นคติแบบชูชกน่ะ อย่าให้มันขึ้นสมอง ได้ไม่ได้ ได้ไม่ได้อะไรนี่ ทิ้งไปเลย ไม่ใช่ตรงที่ได้หรือไม่ได้อะไร มันหมายถึงความไม่ยึดติดลูก ท่ามกลางจิตนั่นแหละลูก ติดก็ไม่ต้อง คอยหลุดก็ไม่ต้อง คอยติดก็ไม่ต้อง จะมีจิตหรือไม่มีจิต ลูกก็นั่นแหละ “ไม่ต้อง” คอยหลุดก็ไม่ต้อง คอยติดก็ไม่ต้องนั่นแหละ
เรียกว่าให้มันนอกเหนือความพยายามทุกรูปแบบ ก็ความพยายามนี่ เขาเรียกว่าเป็นลีลาแห่งตัณหา นอกเหนือความพยายาม เรียกว่าให้จบ ให้จบในความเพียร ให้จบในความพยายาม ให้จบน่ะ ให้จบ ถ้าไม่จบ นี่มันเพียรนี่ เพียรไปเรื่อย พยายามก็พยายามไปเรื่อยแหละ ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น เสร็จตัณหาน่ะสิ สำเร็จโดยตัณหา เสร็จตัณหา เป็นทาสตัณหา เป็นจริตตัณหาไม่รู้จบ นั่นเอาไปใช้กับงานภายนอกน่ะ งานหยาบๆน่ะ ถ้าไปใช้กับนิพพานนี่เรียบร้อยเลย ตัณหาเอาไปกินหมด ไม่ใช่นิพพานหรอก เขาเรียกว่า “พาล” อย่างเดียว
ฉะนั้น มันจะไม่เกี่ยวกับความปรารถนา หรือว่าไม่เกี่ยวกับความพยายามใดๆ ไม่เกี่ยว นั่นแหละจึงเรียกว่ามันดับอยู่แล้ว นิโรธอยู่แล้ว ดับอยู่แล้ว ถ้าลูกไปพยายามนิดเดียวมันก็เกิดแล้ว เพื่ออะไร? จะเพื่ออะไรก็ตามที แม้แต่เพื่อนิพพานก็เป็นการเกิดทันที ในความพยายามนั้น แล้วมันก็จะไม่ตรงต่อนิพพานอยู่แล้ว ซึ่งมันไม่ใช่อะไร
ฉะนั้น จึงว่าคอยติดก็ไม่ต้อง จบอย่างนี้นะ คอยหลุดก็ไม่ต้องอีก แม้แต่ดับก็เหมือนกันลูก จะไปคอยดับมันแบบไหน ก็ไม่ต้องอีก แล้วก็นั่นน่ะ จึงจะเรียกว่านิโรธอยู่แล้วอย่างแท้จริง เขาเรียกไม่เป็นตัณหา คือดับอยู่แล้ว คือไม่เป็นตัณหา
ทีนี้ คนหนึ่งนี่น่ะ ชอบวนในความคิดมากน่ะ ซอกแซกเยอะ ลูกจะจบยังไงน่ะ ลูกก็ไม่ต้อง พอรู้สึกว่าวนขึ้นมาแล้วก็อยากจะหยุด อยากจะอยู่ ซ้อนความพยายามลงไปอีก ก็ตัณหาอีก ไม่ต้อง จะไปคอยแก้ไขมันแบบไหนลูกก็ไม่ต้อง ท่ามกลางนั่นแหละ ไม่ต้องไปคอยผูก ไม่ต้องไปคอยแก้แต่ประการใดก็ไม่ต้อง จะวนขนาดไหน จะพลิกแพลงขนาดไหนในอนุสัยกรรมวิบากตรงนั้นหรือผลของกรรมตรงนั้นก็... ก็ไม่ต้อง จะไปคอยแก้ไขมันแบบไหนก็ไม่ต้อง ไปคอยผูกคอยแก้นี่น่ะไม่ต้อง แล้วก็โดยที่ไม่ต้องนั่นแหละ ก็จบเลยลูก แต่ถ้าลูกจะไปคอยแก้ นั่นแหละมันยิ่งไม่จบ มันมีตัวเองเป็นผู้ดิ้นเข้าไปแก้ไข มันจะไปแก้ตรงไหน มันไม่ได้คลายตัวเอง มันกลับมีตัวเองเข้าไปแก้ มันยิ่งไม่จบ ไปกันใหญ่
ฉะนั้น จิตมันจะแบบไหน อย่างไร ลูกก็ไม่ต้อง ที่จะไปแก้ไขอะไรมันนี่ก็ไม่ต้อง นั่นแหละแก้ แต่ถ้าพยายามแก้กลับยิ่งผูก มันเป็นเงื่อนปมแห่งตัณหาไง ด้วยความพยายามนั้นน่ะ สภาพมันจะอุดอู้น่าเบื่อน่ารำคาญขนาดไหนก็ตาม ไม่ใช่ลูกจะไปหนีความเบื่อ ลูกก็ไม่ต้องไปคอยติดคอยหลุดอะไรเหมือนเดิม ท่ามกลางเบื่อนั่นแหละ หรือมันจำเจก็ตามที เอ้า อีกแล้วจิตมันจำเจ วกวนจำเจ สาละวนจำเจ ลูกก็ไม่ต้องไปคอยติดคอยหลุดอะไร ท่ามกลางนั่นแหละ ไอ้ที่มันจำเจนั่นแหละ ก็จบเดี๋ยวนั้นทันที ทันทีเลย เรียกว่าไร้เราซ้อนธาตุซ้อนขันธ์ ไร้เราซ้อนธรรม มันไร้ไปเอง ใสเอง ไร้ไปเองทันทีเดี๋ยวนั้นเลย นะ มันจะได้หมดสั้นลูก ไม่มัวแต่คอยสั้นคอยยาวในธาตุในขันธ์อยู่ เลิกสั้นเลิกยาวในธาตุในขันธ์ เลิกเยิ่นเย่อ
ถอดความไฟล์เทศนาธรรมเรื่อง "เลิกวน 2"
โดย คุณเอก
- pichaya's blog
- อ่าน 894







ความคิดเห็นล่าสุด
1 วัน 13 ชั่วโมง ก่อน
1 สัปดาห์ 4 วัน ก่อน
2 สัปดาห์ 23 ชั่วโมง ก่อน
3 สัปดาห์ 2 วัน ก่อน
3 สัปดาห์ 2 วัน ก่อน
3 สัปดาห์ 5 วัน ก่อน
4 สัปดาห์ 5 ชั่วโมง ก่อน
4 สัปดาห์ 21 ชั่วโมง ก่อน
4 สัปดาห์ 1 วัน ก่อน
4 สัปดาห์ 6 วัน ก่อน